ขายของดีจนแพ็กไม่ทัน แต่พอสิ้นปีกลับนอนไม่หลับเพราะกลัวโดนภาษีย้อนหลัง ปัญหานี้กวนใจพ่อค้าแม่ค้าหลายคนเลยใช่ไหมครับ ใครที่กำลังงงเรื่องร้านค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม มาดูวิธีคิดแบบง่ายที่สุดกัน จะได้ค้าขายอย่างสบายใจไร้กังวล ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าสรรพากรจะมาเคาะประตูบ้านวันไหน เราสรุปสิ่งที่ต้องรู้มาให้แล้ว
สรุปใน 30 วินาที
- รายได้ทะลุ 60,000 บาท/ปี: มีหน้าที่ต้องเริ่มยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทันที
- เลือกลดหย่อนให้คุ้ม: สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งแบบเหมา 60% หรือหักตามบิลจริง
- ระวังยอดขายทะลุ 1.8 ล้าน: จะถูกบังคับให้ต้องจด VAT 7% หากไม่ทำจะโดนเบี้ยปรับหนัก
สรุปแล้วร้านค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม?
ร้านค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม คำตอบคือต้องเสียแน่นอนครับ หากคุณมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะขายผ่านช่องทางใดก็ตาม สรรพากรมองว่านี่คือเงินได้ประเภทที่ 8 (เงินได้จากการค้าขาย) ซึ่งมีหน้าที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครับ

สมมติว่าคุณเป็นแม่ค้าไลฟ์สดขายเสื้อผ้า หรือเปิดร้านในแพลตฟอร์มยอดฮิต แล้วมีเงินโอนเข้าบัญชีทุกวัน
รายได้ส่วนนี้คือตัวเลขที่ต้องนำมารวมคำนวณตอนสิ้นปีครับ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย
หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าพอไม่ได้จดทะเบียนบริษัท ก็ไม่ต้องยื่นภาษี ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างหนักเลยนะครับ
ให้จำไว้เสมอว่า "การยื่นภาษี" เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่มีรายได้
ส่วนจะเสียภาษีจริงกี่บาทนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณเหลือกำไรสุทธิเท่าไหร่หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้วครับ
รายได้เท่าไหร่ถึงต้องเริ่มยื่นภาษี?
สำหรับคนโสด ถ้ามีรายได้จากการขายของเกิน 60,000 บาทต่อปี ต้องยื่นภาษีเสมอครับ ส่วนคนที่มีคู่สมรสเกณฑ์จะอยู่ที่ 120,000 บาทต่อปี แต่ขอย้ำว่าการยื่นภาษีไม่ได้แปลว่าต้องควักกระเป๋าจ่ายเสมอไป หากคำนวณแล้วเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีนะครับ
ตัวเลข 60,000 บาท คือรายได้รวมทั้งปีนะครับ ไม่ใช่กำไรที่หักต้นทุนแล้ว
ถ้าขายของได้เดือนละ 6,000 บาท แค่ 10 เดือนยอดรวมก็ทะลุเกณฑ์ที่ต้องยื่นภาษีแล้วล่ะครับ
เพราะฉะนั้นอย่าชะล่าใจคิดว่าร้านยังเล็กน่าจะไม่เป็นไร
- คนโสด: รายได้เกิน 60,000 บาท/ปี ต้องยื่น
- คนมีคู่: รายได้เกิน 120,000 บาท/ปี ต้องยื่น
เมื่อนำรายได้ทั้งหมดมาหักค่าใช้จ่ายและ ค่าลดหย่อนภาษี แล้ว จะได้ตัวเลขที่เรียกว่า "เงินได้สุทธิ"
ถ้าเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท สรรพากรจะยกเว้นภาษีให้เต็มจำนวนเลยครับ
นั่นแปลว่าคุณทำหน้าที่ยื่นภาษีถูกต้องแล้ว แต่ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว
ขายของออนไลน์ หักค่าใช้จ่ายแบบไหนดีที่สุด?
การขายของออนไลน์สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ 1.หักเหมา 60% เหมาะกับร้านที่กำไรเยอะและไม่อยากเก็บเอกสาร 2.หักตามค่าใช้จ่ายจริง เหมาะกับร้านที่ต้นทุนสูง กำไรต่อชิ้นน้อย และมีบิลใบเสร็จรับรองครบถ้วน แบบไหนจะประหยัดภาษีได้มากกว่า ต้องลองคำนวณเทียบกันดูครับ

การเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายคือหัวใจสำคัญในการประหยัดภาษีของพ่อค้าแม่ค้าเลยครับ
แบบแรกคือ หักเหมา 60% วิธีนี้ง่ายมาก ไม่ต้องใช้บิลหรือใบเสร็จมายืนยันเลย
สรรพากรให้คุณหักต้นทุนออกไปเลย 60% ของรายได้ทั้งหมด เหมาะกับคนขายสินค้ามาร์จิ้นสูง
แบบที่สองคือ หักตามจริง วิธีนี้คุณต้องมีบิลใบเสร็จที่ระบุชื่อร้านคุณชัดเจนเท่านั้น
สมมติว่าคุณเป็นร้านค้าที่รับของมาขายไป กำไรชิ้นละไม่ถึง 20% การหักตามจริงจะช่วยลดภาษีได้เยอะกว่ามาก
เอกสารที่ต้องใช้หักตามจริง
- ใบกำกับภาษีเต็มรูป: ซื้อของจากบริษัทใหญ่ต้องขอเสมอ
- บิลเงินสด: ต้องมีชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประชาชนของคนขายชัดเจน
- สลิปโอนเงิน: ใช้แนบคู่กับบิลเพื่อเป็นหลักฐานว่าจ่ายจริง
ระวัง! ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ถ้ายอดขายพุ่ง
นอกจากภาษีเงินได้แล้ว หากร้านค้าออนไลน์ของคุณมียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะมีหน้าที่บังคับต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันทันที พร้อมทั้งต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้า และนำส่งแบบ ภพ.30 ให้กรมสรรพากรทุกเดือนครับ
นี่คือจุดตายที่ร้านค้าออนไลน์หลายร้านตกม้าตายมานักต่อนัก
พอขายดีจนยอดทะลุ 1.8 ล้านบาท ในปีนั้น หลายคนไม่รู้ตัวว่าต้องเข้าสู่ระบบ VAT
ที่สำคัญสรรพากรไม่ได้ดูที่กำไรนะ แต่ดูที่ "ยอดขายสุทธิ" ที่เข้ามาในบัญชีเลย
การเข้าสู่ระบบ VAT แปลว่าคุณต้องออกใบกำกับภาษีขายให้ลูกค้าทุกครั้ง
และต้องทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย เพื่อยื่นแบบ ภพ.30 ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ใครมาถึงจุดนี้ แนะนำลองจ้างคนทำบัญชีมืออาชีพมาช่วยดูแล จะลดความปวดหัวไปได้เยอะเลย
สรรพากรรู้รายได้ร้านค้าออนไลน์ได้อย่างไร?
สรรพากรตรวจสอบรายได้จาก 2 ทางหลัก คือ 1.กฎหมาย e-Payment ที่บังคับให้ธนาคารส่งข้อมูลบัญชีที่มีเงินเข้าเกิน 3,000 ครั้ง หรือเข้า 400 ครั้งและยอดรวมเกิน 2 ล้านบาท 2.การขอข้อมูลตรงจากแพลตฟอร์ม E-Commerce และบริษัทขนส่งต่างๆ ที่มีบันทึกการทำธุรกรรมของคุณ
ยุคนี้ไม่มีคำว่าแอบขายเงียบๆ แล้วสรรพากรไม่รู้แล้วนะครับ
ระบบ e-Payment จะทำงานอัตโนมัติตอนบัญชีของคุณรับโอนเงินเข้าถึงเกณฑ์ที่กำหนด
สมมติว่าคุณขายของชิ้นละ 100 บาท ลูกค้าโอนเงินมา 3,000 ครั้ง ธนาคารก็ต้องส่งข้อมูลให้สรรพากรทันที
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ต่างๆ ก็มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ของค่าคอมมิชชัน
ตรงนี้แหละ ที่เป็นร่องรอยให้สรรพากรสาวไปถึงยอดขายรวมของร้านได้สบายๆ
ความลับคือ สรรพากรมีระบบ Data Analytics ที่ประมวลผลข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกันได้รวดเร็วมาก
วิธียื่นภาษีร้านค้าออนไลน์แบบทำเองได้ง่ายๆ
พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องยื่นแบบภาษี 2 ครั้งต่อปี คือ แบบ ภ.ง.ด. 94 สำหรับรายได้ช่วงครึ่งปีแรก (ยื่นภายในเดือนกันยายน) และแบบ ภ.ง.ด. 90 สำหรับสรุปรายได้ทั้งปี (ยื่นภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป) สามารถทำรายการผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร (e-Filing) ได้ด้วยตัวเองเลยครับ
การยื่นภาษีไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าเราเตรียมตัวมาดี
เริ่มจากการรวบรวมตัวเลขรายได้ทั้งหมดของปีนั้น แบ่งเป็นครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลัง
จากนั้นรวบรวมเอกสาร ค่าลดหย่อน ต่างๆ เช่น ประกันชีวิต กองทุน RMF/SSF เพื่อนำมาใช้สิทธิ
ขั้นตอนการยื่นแบบออนไลน์
- เข้าเว็บไซต์กรมสรรพากร เลือกเมนู e-Filing
- กรอกรายได้ในช่อง "เงินได้ประเภทที่ 8" (มาตรา 40(8))
- เลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย (เหมา 60% หรือ ตามจริง)
- กรอกค่าลดหย่อน ระบบจะคำนวณภาษีสุทธิให้ทันที
ถ้าต้องเสียภาษี ก็สามารถสแกน QR Code จ่ายผ่านแอปธนาคารได้เลย สะดวกมากๆ
แต่ถ้าคำนวณแล้วเงินได้สุทธิไม่ถึงเกณฑ์ ระบบก็จะขึ้นว่าไม่ต้องชำระภาษี เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนอย่างถูกต้องครับ
สรุปสิ่งที่ควรจำ
- เงินได้ประเภทที่ 8: รายได้จากการขายของออนไลน์จัดอยู่ในหมวดนี้ ต้องยื่น ภ.ง.ด. 94 และ 90
- ยื่นภาษีไม่เท่ากับเสียภาษี: หากเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษี
- บัญชีร้านกับส่วนตัว: ต้องแยกจากกันให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ยอดเงินที่โอนเข้าถูกตีเป็นรายได้ทั้งหมด
- กฎหมาย e-Payment: ธนาคารต้องส่งข้อมูลให้สรรพากรหากเงินเข้าเกิน 3,000 ครั้งต่อปี
คำถามที่พบบ่อย
ต้องยื่นครับ ถ้ามีรายได้รวมทั้งปีเกิน 60,000 บาท (โสด) สรรพากรดูที่รายรับรวม ไม่ใช่กำไรสุทธิ ดังนั้นถึงแม้จะขายขาดทุน ก็ต้องยื่นแบบแสดงรายการให้ถูกต้อง แต่อาจจะไม่ต้องเสียภาษีก็ได้นะครับ
ไม่ต้องแยกครับ ให้นำรายได้จากทุกแพลตฟอร์มและทุกร้านที่คุณเป็นเจ้าของ มารวมเป็นยอดเดียวกันทั้งหมด แล้วยื่นในนามบุคคลธรรมดาของคุณแค่ครั้งเดียวครับ
รู้ครับ แม้จะไม่ถึงเกณฑ์ที่ธนาคารส่งข้อมูล e-Payment แต่อย่าลืมว่าแพลตฟอร์มต่างๆ มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายค่าธรรมเนียมไว้ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่สรรพากรสามารถเข้าถึงและนำมาประเมินรายได้ของคุณได้ครับ
อ่านเพิ่มเติม
หมดความกังวลเรื่องภาษีย้อนหลัง ปล่อยให้เรื่องตัวเลขเป็นหน้าที่ของทีมงานมืออาชีพจาก SiamAccount ช่วยดูแลบัญชีและภาษีให้ร้านค้าออนไลน์ของคุณ เติบโตได้อย่างมั่นใจ ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาได้เลยครับ!




