จดทะเบียนบริษัทมาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มรับงาน หรือปีนี้หยุดพักกิจการไปชั่วคราว หลายคนคงมีคำถามคาใจว่า บริษัทไม่มีรายได้ ต้องยื่นงบไหม ปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ ได้หรือเปล่า ยื่นภาษีผิด ชีวิตและเงินในกระเป๋าอาจเปลี่ยนได้ทันทีค่ะ เราเข้าใจดีว่าตอนที่ไม่มีรายได้เข้ามา การต้องจ่ายค่าทำบัญชีอาจรู้สึกเหมือนเป็นการเสียเงินฟรี แต่ในมุมของกฎหมาย การเป็นนิติบุคคลนั้นมาพร้อมกับหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ บทความนี้เราจะมาสรุปให้ฟังชัด ๆ ว่าคุณต้องรับมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสรรพากรอย่างไร พร้อมวิธีจัดการเพื่อไม่ให้โดนค่าปรับย้อนหลังจนตั้งตัวไม่ติดค่ะ

สรุปใน 30 วินาที

  • กฎหมายบังคับ: นิติบุคคลทุกแห่งต้องจัดทำบัญชีและยื่นงบการเงินประจำปี ถึงจะไม่มีรายได้เลยก็ตาม
  • สิ่งที่ต้องทำ: ต้องว่าจ้างผู้สอบบัญชี (CPA) เซ็นรับรองงบ และยื่นภาษีประจำปีกับสรรพากรทุกครั้ง
  • ผลลัพธ์: หากเพิกเฉยไม่ยื่นงบ จะโดนค่าปรับจากทั้ง DBD และสรรพากรรวมกันหลักหมื่นบาทต่อปี

บริษัทไม่มีรายได้ ต้องยื่นงบไหม?

เจ้าของกิจการมือใหม่คงสงสัยว่า บริษัทไม่มีรายได้ยังต้องยื่นงบไหม คำตอบที่ฟันธงเลยคือ ต้องยื่นค่ะ เนื่องจากกฎหมายไทยกำหนดให้นิติบุคคลทุกแห่งมีหน้าที่ต้องจัดทำและนำส่งงบการเงินประจำปี ถึงรายได้และค่าใช้จ่ายจะเท่ากับศูนย์ก็ตาม

เจ้าของธุรกิจนั่งมองแฟ้มเอกสารเปล่าบนโต๊ะทำงานด้วยความกังวล

เมื่อคุณจดทะเบียนตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน กิจการของคุณจะมีสถานะเป็น นิติบุคคล ทันที

สถานะนี้แยกออกจากบุคคลธรรมดาอย่างชัดเจน

เพราะกฎหมายบังคับให้นิติบุคคลต้องทำบัญชีและยื่นงบการเงิน เพื่อความโปร่งใสค่ะ

สมมติว่าคุณเป็นฟรีแลนซ์ที่เพิ่งจดบริษัทเพื่อเตรียมรับงานใหญ่ แต่ปรากฏว่าโดนเลื่อนไปปีหน้า

ทั้งปีไม่มีเงินเข้าและไม่มีเงินออก

คุณก็ยังต้องจ้างผู้ทำบัญชีเพื่อจัดทำงบ และให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เซ็นรับรองงบการเงินนั้นอยู่ดี

  • เหตุผลหลัก: รัฐต้องการทราบสถานะที่แท้จริงของกิจการ ว่าเปิดดำเนินการอยู่ พักกิจการ หรือเตรียมเลิกกิจการ
  • กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 บังคับให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องส่งงบการเงิน

จำง่าย ๆ : ถ้ายังไม่ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท หน้าที่การทำบัญชียังคงเดินหน้าต่อไปทุกวันค่ะ

สิ่งที่ต้องทำต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)

กิจการต้องนำส่งงบการเงินผ่านระบบ DBD e-Filing ภายใน 5 เดือนนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี พร้อมทั้งจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นและยื่นสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ตามกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัด

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD เป็นหน่วยงานแรกที่คุณต้องรายงานตัวค่ะ

เพราะรอบบัญชีของบริษัทส่วนใหญ่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี

แปลว่าคุณจะมีเวลาเตรียมตัวจัดประชุมและยื่นงบการเงินให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 พฤษภาคม ของปีถัดไป

การยื่นงบกับ DBD ปัจจุบันต้องทำผ่านระบบ e-Filing เท่านั้น

ถึงจะเป็นงบเปล่าที่ไม่มีตัวเลขรายได้ คุณก็ต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน

  1. จัดทำงบการเงินโดยมีผู้สอบบัญชีรับรองให้เรียบร้อย
  2. จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นภายใน 4 เดือนนับแต่วันสิ้นรอบบัญชี (ภายใน 30 เมษายน)
  3. ยื่นสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ภายใน 14 วันหลังวันประชุม
  4. นำส่งงบการเงินผ่านระบบ e-Filing ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่งบได้รับอนุมัติ

สรรพากรกับการยื่นภาษี ถึงรายได้จะเป็นศูนย์

คุณต้องยื่นแบบภาษีนิติบุคคลครึ่งปี (ภ.ง.ด.51) และประจำปี (ภ.ง.ด.50) โดยกรอกรายได้เป็นศูนย์ หากกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนถึงจะไม่มีการซื้อขายเลยก็ตาม

นักบัญชีกำลังพิมพ์ข้อมูลลงในเว็บไซต์กรมสรรพากรบนหน้าจอแล็ปท็อป

นอกจาก DBD แล้ว กรมสรรพากรคืออีกหนึ่งหน่วยงานที่จับตาดูคุณอยู่

และการที่บริษัทไม่มีรายได้ ไม่ได้แปลว่าคุณจะเมินการยื่นแบบแสดงรายการภาษีได้นะค่ะ

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ยื่นปีละ 2 ครั้ง)

  • ภ.ง.ด.51: การประมาณการกำไรครึ่งปี ต้องยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันครบ 6 เดือนของรอบบัญชี
  • ภ.ง.ด.50: ภาษีประจำปี ต้องยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี (พร้อมกับการยื่นงบให้ DBD)

ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT (ยื่นทุกเดือน)

ถ้าบริษัทคุณจด VAT ไปแล้ว นี่คือจุดที่คนพลาดบ่อยที่สุด

สมมติว่าคุณเปิดร้านค้าออนไลน์แล้วจด VAT หวังจะรับงานองค์กร แต่ยังไม่มีลูกค้า

คุณมีหน้าที่ต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ยื่นออนไลน์ได้ถึงวันที่ 23)

โดยให้กรอกตัวเลขยอดขายและภาษีเป็น 0

บทลงโทษและค่าปรับ ถ้าไม่ยื่นงบ

การไม่ยื่นงบมีค่าปรับแยกเป็น 2 ส่วน คือค่าปรับล่าช้าจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สูงสุด 50,000 บาท และค่าปรับอาญาจากกรมสรรพากรสูงสุด 2,000 บาทต่อแบบที่ไม่ได้ยื่น รวมกันแล้วอาจเป็นเงินหลักหมื่นต่อปี

เมื่อรู้แล้วว่าถ้า บริษัทไม่มีรายได้ ต้องยื่นงบไหม ทีนี้มาดูกันว่าถ้าไม่ยื่นจะเกิดอะไรขึ้น

หลายคนคิดว่าเดี๋ยวค่อยไปเคลียร์ตอนจะใช้บริษัท แต่ค่าปรับจะวิ่งตามมาแบบจัดเต็ม

ค่าปรับจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) จะคิดตามระยะเวลาที่ล่าช้า

  • ล่าช้าไม่เกิน 2 เดือน: ปรับบริษัทและกรรมการคนละ 2,000 บาท
  • ล่าช้า 2-4 เดือน: ปรับบริษัทและกรรมการคนละ 4,000 บาท
  • ล่าช้าเกิน 4 เดือนขึ้นไป: ปรับบริษัทและกรรมการคนละ 6,000 บาท (รวมเป็น 12,000 บาท)

ส่วนค่าปรับจากกรมสรรพากร จะปรับจากการไม่ยื่นแบบภาษี

  • ไม่ยื่น ภ.ง.ด.50: ปรับสูงสุด 2,000 บาท
  • ไม่ยื่น ภ.ง.ด.51: ปรับสูงสุด 2,000 บาท

เงินค่าปรับเหล่านี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามทางภาษี นำมาหักลดหย่อนไม่ได้ด้วยนะ

สิ่งที่ต้องเตรียมเพื่อปิดงบเปล่า

การปิดงบเปล่าต้องใช้ Bank Statement ทุกบัญชีของบริษัท หนังสือรับรองบริษัทและต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เซ็นรับรองงบเสมอ ถึงจะเป็นงบที่ไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่สามารถพิมพ์กระดาษเปล่าไปยื่นเองได้

ผู้สอบบัญชีกำลังใช้ปากกาเซ็นรับรองบนเอกสารงบการเงินบนโต๊ะไม้

ไม่มีรายได้ ทำไมถึงต้องเสียเงินจ้างคนทำบัญชี

นั่นเพราะกฎหมายระบุไว้ว่า งบการเงินต้องจัดทำโดยผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติ

และต้องผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เสมอ

เอกสารที่คุณต้องเตรียมให้สำนักงานบัญชี:

  1. Bank Statement: ของธนาคารในนามบริษัททุกบัญชี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 31 ธ.ค.
  2. หนังสือรับรองบริษัท: อัปเดตล่าสุด
  3. บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5): ฉบับล่าสุด
  4. ใบเสร็จรับเงินค่าทำบัญชีและสอบบัญชี: ของปีก่อนหน้า (ถ้ามี)

ค่าใช้จ่ายในการปิดงบเปล่าจะประกอบด้วย ค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชี

ผู้สอบบัญชี (CPA) ต้องคิดค่าบริการ ถึงจะตรวจงบที่มีแต่เลขศูนย์

เพราะพวกเขารับความเสี่ยงและต้องรับผิดชอบตามกฎหมายวิชาชีพ หากพบว่าบริษัทมีการแอบซ่อนรายได้ในภายหลัง

เราขอแนะนำให้ลองศึกษาเรื่องการปิดงบการเงินบริษัทเล็กเพิ่มเติม เพื่อเตรียมพร้อมให้ดีที่สุดค่ะ

ทางออกสำหรับกิจการที่ไม่ได้ดำเนินงาน

ถ้าประเมินแล้วว่าจะไม่กลับมาทำธุรกิจนี้อีก การจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นคือทางออกที่ดีที่สุด เพื่อหยุดภาระค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชีและป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าปรับย้อนหลังที่อาจบานปลายในอนาคต

ถ้ามาถึงจุดที่ตัดสินใจแล้วว่าบริษัทนี้ไม่ได้ไปต่อ

อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้กลายเป็นบริษัทร้างเด็ดขาด

เพราะถ้าชื่อบริษัทยังอยู่ ในฐานะกรรมการยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย

การจดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชี คือการปิดสวิตช์อย่างเป็นทางการ

กระบวนการนี้ต้องมีการประกาศหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น แจ้งสรรพากรเพื่อขอคืนเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

และจัดทำงบการเงิน ณ วันเลิกกิจการ ส่งให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบเป็นครั้งสุดท้าย

  • ข้อดี: จบปัญหาเรื่องค่าปรับจุกจิก และไม่ต้องเสียค่าทำบัญชีรายปีอีกต่อไป
  • ข้อควรระวัง: หากมีการจด VAT ไว้ ต้องดำเนินการแจ้งยกเลิก ภ.พ.20 กับสรรพากรก่อน และอาจถูกสรรพากรเรียกตรวจสภาพกิจการก่อนอนุมัติให้เลิก

ถ้ามีบัญชีที่ค้างยื่นมานาน หรือต้องการเคลียร์สถานะบริษัทให้ถูกต้อง

การใช้บริการรับรื้อบัญชีย้อนหลังกับผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้กระบวนการชำระบัญชีผ่านไปได้ง่ายและปลอดภัยที่สุด

สรุปสิ่งที่ควรจำ

  • งบเปล่าก็ต้องยื่น: สถานะนิติบุคคลมาพร้อมหน้าที่ทำบัญชีเสมอ
  • ระวังภาษีรายเดือน: ถ้าจด VAT ต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนถึงแม้ยอดเป็นศูนย์
  • กรรมการรับผิดชอบ: ค่าปรับและหมายเรียกจะพุ่งเป้าไปที่กรรมการบริษัท
  • ปิดกิจการคือทางออก: ถ้าไม่ทำต่อแล้ว ควรจดเลิกบริษัทเพื่อตัดภาระระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย

อ่านเพิ่มเติม

หากคุณกำลังปวดหัวกับบัญชีบริษัทที่ปล่อยทิ้งไว้ และไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มจัดการจากตรงไหน ปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญจาก SiamAccount เพื่อช่วยวางแผนรื้อบัญชี จัดทำงบเปล่า หรือดำเนินการชำระบัญชีเลิกกิจการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันปัญหาค่าปรับย้อนหลังที่อาจบานปลายค่ะ