โอนเงินบริษัทไปจ่ายค่าเทอมลูก... รู้ตัวอีกทีนักบัญชีทักว่าทำไม่ได้ ใครกำลังสับสนและสงสัยว่า เจ้าของบริษัทถอนเงินจากบัญชีบริษัทได้ไหม มาทางนี้เลยค่ะ ตอนเปิดกิจการใหม่ๆ แบบบุคคลธรรมดา เรามักชินกับการใช้กระเป๋าเงินใบเดียวกัน แต่พอจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ในทางกฎหมายบริษัทคือ "บุคคลใหม่" ที่แยกจากเราโดยเด็ดขาด การหยิบเงินออกไปใช้ดื้อๆ จึงทำไม่ได้อีกต่อไปค่ะ เราจะมาเคลียร์วิธีนำเงินออกจากบริษัทอย่างถูกต้องทีละขั้นตอน ไม่ต้องปวดหัวตอนปิดงบ และไม่เสี่ยงโดนภาษีย้อนหลังกันค่ะ

สรุปใน 30 วินาที

  • ประเด็นสำคัญ: เจ้าของบริษัทไม่สามารถถอนเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัวได้โดยตรง ต้องทำผ่านช่องทางที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
  • สิ่งที่ต้องทำ: เลือกรับเงินผ่านช่องทางเงินเดือน ค่าตอบแทนกรรมการ เงินปันผล หรือการกู้ยืม โดยต้องมีเอกสารประกอบทุกครั้ง
  • ข้อควรระวัง: การโอนเงินบริษัทเข้าบัญชีส่วนตัวโดยไม่มีหลักฐาน จะถูกบันทึกเป็นเงินกู้ยืมกรรมการ ซึ่งต้องคิดดอกเบี้ยและเสียภาษี

เจ้าของบริษัทถอนเงินจากบัญชีบริษัทได้ไหม สรุปชัดๆ

คำตอบคือ "ไม่ได้" ค่ะ ถ้าเป็นการถอนไปใช้ส่วนตัวโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจรองรับ เพราะบริษัทถือเป็นนิติบุคคลที่แยกจากตัวเจ้าของ การนำเงินออกต้องมีที่มาที่ไปชัดเจน เช่น เป็นเงินเดือน เงินปันผล หรือค่าใช้จ่ายบริษัทเท่านั้น

สมมติว่าเจ้าของร้านกาแฟที่เพิ่งจดบริษัทจำกัด แต่ดันอยากได้กระเป๋าใบใหม่ หรือจ่ายค่าซ่อมรถส่วนตัว เลยโอนเงินจากบัญชีบริษัทไปจ่าย แบบนี้ผิดเต็มๆ ค่ะ

เพราะทันทีที่คุณจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเรียบร้อยแล้ว บริษัทจะมีสถานะเป็น นิติบุคคล (บุคคลตามกฎหมาย) ซึ่งมีกระเป๋าเงินแยกต่างหากจากคุณโดยสิ้นเชิง

เงินทุกบาทในบัญชีคือเงินของบริษัท ไม่ใช่เงินของคุณอีกต่อไป แม้คุณจะเป็นผู้ถือหุ้น 100% ก็ตาม

การถอนเงินออกไปเฉยๆ แบบไม่มีเอกสารชี้แจง สรรพากรจะมองว่าคุณกำลัง "กู้ยืมเงินบริษัท" ไปใช้ส่วนตัวทันที

ดังนั้น ทุกครั้งที่มีเงินไหลออกจากบัญชีบริษัท ต้องตอบให้ได้เสมอว่า จ่ายให้ใคร จ่ายค่าอะไร และมีเอกสารอะไรมารองรับ เพื่อให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบได้ค่ะ

4 วิธีเอาเงินออกจากบริษัทอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

วิธีนำเงินออกจากบริษัทที่ถูกต้องมี 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1. การจ่ายเงินเดือน 2. การจ่ายค่าตอบแทนกรรมการ 3. การจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสม และ 4. การให้กรรมการกู้ยืมเงิน ซึ่งแต่ละวิธีมีภาระภาษีและเอกสารที่ต้องใช้แตกต่างกัน

คนสองคนนั่งคุยกันเรื่องเอกสารที่ร้านกาแฟ

ถ้าอยากใช้เงินบริษัทอย่างถูกต้องสบายใจ เราต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองจาก "เจ้าของ" มาเป็น "พนักงาน" หรือ "นักลงทุน" ของบริษัทก่อน

วิธีที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นที่ยอมรับของกรมสรรพากร มีอยู่ 4 ช่องทางหลักๆ ตามนี้ค่ะ

  1. เงินเดือน (Salary): จ่ายให้ตัวเองในฐานะพนักงานบริษัท ต้องมีสัญญาจ้าง หักภาษี ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) และนำส่งประกันสังคม
  2. ค่าตอบแทนกรรมการ (Director's Remuneration): จ่ายเป็นเบี้ยประชุมหรือโบนัสกรรมการประจำปี ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามเกณฑ์เหมือนกัน
  3. เงินปันผล (Dividend): จ่ายในฐานะผู้ถือหุ้น ทำได้เฉพาะเมื่อบริษัทมี "กำไรสะสม" เท่านั้นและต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%
  4. เงินกู้ยืมกรรมการ: ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ สามารถกู้เงินบริษัทไปใช้ได้ แต่ต้องทำสัญญากู้ยืมและคิดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามราคาตลาด

จ่ายเงินเดือนหรือค่าตอบแทนกรรมการ ทำอย่างไรให้ถูกภาษี

การจ่ายเงินเดือนให้ตัวเอง บริษัทสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้ 100% แต่ต้องมีสัญญาจ้าง หักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า (ภ.ง.ด.1) และนำส่งทุกวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ควรตั้งเงินเดือนให้เหมาะสมกับรายได้บริษัท

วิธีที่ง่ายเป็นระบบและจัดการง่ายที่สุดสำหรับ SME คือการตั้งตัวเองเป็นพนักงานแล้วรับ เงินเดือน ประจำทุกเดือน

สมมติว่าเปิดบริษัทรับทำกราฟิก คุณสามารถตั้งเงินเดือนให้ตัวเองเดือนละ 30,000 บาท หรือ 50,000 บาทได้เลย ตามความเหมาะสมของกระแสเงินสด

ข้อดีคือบริษัทเอายอดเงินเดือนนี้ไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้เต็มๆ ซึ่งจะช่วยลดกำไรสุทธิ และทำให้เสียภาษีนิติบุคคลตอนสิ้นปีน้อยลงด้วย

สิ่งที่ต้องเตรียมเพื่อจ่ายเงินเดือน

  • สัญญาจ้างงาน ระบุตำแหน่งและเงินเดือนที่ชัดเจน
  • สลิปเงินเดือน (Payslip) หรือเอกสารการจ่ายเงินสด/โอนเงิน
  • การนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 ถ้ายื่นผ่านอินเทอร์เน็ต)

การจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ข้อควรรู้ก่อนรับเงิน

การจ่ายเงินปันผลทำได้เฉพาะเมื่อบริษัทมีกำไรสะสมและไม่มีขาดทุนสะสมยกมา ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้น อนุมัติการจ่ายเงินปันผล กันทุนสำรองตามกฎหมาย และบริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% นำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.2

มือจับโทรศัพท์ดูหน้าจอโอนเงิน มีเครื่องคิดเลขบนโต๊ะ

ถ้าบริษัทบริหารได้ดี มีกำไรเหลือตอนปลายปี การจ่าย เงินปันผล คือรางวัลตอบแทนความเสี่ยงของผู้ถือหุ้นค่ะ

แต่กฎเหล็กที่ห้ามละเมิดคือ "ต้องมีกำไรสะสมเท่านั้น" ถ้าปีนี้มีกำไร แต่ปีก่อนๆ ยังมีขาดทุนสะสมอยู่รวมแล้วยังติดลบ ก็ห้ามจ่ายปันผลเด็ดขาด

สมมติว่าบริษัทมีกำไรสะสม 500,000 บาท และผู้ถือหุ้นตกลงจะนำมาจ่ายปันผลทั้งหมด จะต้องทำตามขั้นตอนนี้ค่ะ

ขั้นตอนการจ่ายเงินปันผล

  1. จัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขอมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลอย่างเป็นทางการ
  2. กันเงินสำรองตามกฎหมายอย่างน้อย 5% ของกำไร จนกว่าทุนสำรองจะถึง 10% ของทุนจดทะเบียน
  3. จ่ายเงินปันผลตามสัดส่วนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนถืออยู่
  4. บริษัทหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% จากยอดปันผล และนำส่งสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.2

ทริค: เงินปันผลที่ถูกหักภาษี 10% ไปแล้ว ผู้รับสามารถเลือกนำไปรวมคำนวณภาษีบุคคลธรรมดาตอนปลายปี (เพื่อขอเครดิตภาษีเงินปันผลคืน) หรือจะใช้สิทธิ Final Tax ไม่นำไปรวมเลยก็ได้ค่ะ

เงินทดรองจ่าย vs การถอนเงินไปใช้ส่วนตัว

เงินทดรองจ่ายคือการที่เจ้าของสำรองเงินส่วนตัวจ่ายค่าใช้จ่ายบริษัทไปก่อน แล้วนำใบเสร็จมาเบิกเงินคืนทีหลัง ไม่ถือเป็นรายได้ส่วนตัว หากเบิกจ่ายตรงตามใบเสร็จจริงที่ออกในนามบริษัท จะไม่มีภาระภาษีใดๆ

หลายคนสับสนระหว่างการเอาเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัว กับการเบิก เงินทดรองจ่าย ค่ะ สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันเลย

สมมติว่าต้องซื้อหมึกพิมพ์ด่วนเข้าออฟฟิศ แต่ลืมเอาบัตรเครดิตบริษัทมา เลยรูดบัตรส่วนตัวจ่ายไป 2,000 บาท

พอกลับถึงออฟฟิศ คุณเอาใบกำกับภาษีเต็มรูป (ที่ระบุชื่อบริษัท) มาทำเรื่องเบิกเงิน 2,000 บาทนั้นคืนเข้าบัญชีส่วนตัว แบบนี้ทำได้ 100% และถูกต้องตามหลักการบัญชีค่ะ

กฎของการเบิกเงินทดรองจ่าย

  • ต้องมีใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีที่ถูกต้องมาแนบเสมอ
  • ชื่อผู้ซื้อในใบเสร็จต้องเป็นชื่อบริษัทและที่อยู่บริษัท ไม่ใช่ชื่อของคุณ
  • จำนวนเงินที่โอนคืนจากบริษัท ต้องตรงกับยอดในใบเสร็จเป๊ะๆ ห้ามโอนเกินเด็ดขาด

โอนเงินบริษัทเข้าบัญชีส่วนตัวไปแล้ว แก้ไขอย่างไร?

หากเผลอโอนเงินบริษัทเข้าบัญชีส่วนตัวไปแล้ว ต้องบันทึกบัญชีเป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมกรรมการ จัดทำสัญญากู้ยืมเงิน คิดดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ และบริษัทต้องนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของรายได้ดอกเบี้ยนั้น

ถ้าพลาดกดโอนเงินบริษัท 50,000 บาทเข้าบัญชีตัวเองไปจ่ายค่าบัตรเครดิตส่วนตัวแล้ว ไม่ต้องตกใจค่ะ เรามีวิธีแก้ให้ถูกระเบียบ

ถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถเสกเอกสารใบเสร็จปลอมมากลบเกลื่อนยอดเงิน 50,000 บาทได้ สิ่งที่ต้องทำคือยอมรับว่านี่คือ การกู้ยืมเงิน ค่ะ

วิธีแก้ไขที่ถูกต้อง

  1. จัดทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างบริษัท (ผู้ให้กู้) กับตัวคุณที่เป็นกรรมการ (ผู้กู้) ยอด 50,000 บาท
  2. บริษัทต้องคิดดอกเบี้ยจากคุณ โดยใช้อัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์
  3. บริษัทจะเกิดรายได้ดอกเบี้ยรับ และต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ของรายได้ดอกเบี้ยนั้น (นำส่งด้วยแบบ ภ.ธ.40)
  4. รีบนำเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่คำนวณได้ โอนคืนกลับเข้าบัญชีบริษัทให้เร็วที่สุด เพื่อล้างยอดหนี้

สรุปสิ่งที่ควรจำ

  • การแยกกระเป๋าเงิน: เงินในบัญชีบริษัทไม่ใช่เงินส่วนตัว การถอนเงินต้องมีเหตุผลทางธุรกิจรองรับเสมอ
  • ช่องทางรับเงิน: เจ้าของสามารถรับเงินได้อย่างถูกต้องผ่านเงินเดือน เงินปันผล หรือค่าตอบแทนกรรมการ
  • การกู้ยืมกรรมการ: การนำเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัวโดยไม่มีหลักฐาน จะสร้างภาระภาษีธุรกิจเฉพาะให้บริษัท
  • การแก้ปัญหาโอนผิด: หากโอนเงินผิดไปแล้ว ต้องทำสัญญากู้ยืม คิดดอกเบี้ย และรีบโอนเงินต้นคืนบริษัท

คำถามที่พบบ่อย

อ่านเพิ่มเติม

หากคุณกำลังปวดหัวกับการจัดการเงินในบริษัท หรือต้องการวางระบบบัญชีและภาษีให้เจ้าของธุรกิจอย่างรัดกุม ทักมาปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญของเราได้เลยค่ะ เราพร้อมดูแลให้คุณโฟกัสกับการบริหารธุรกิจได้อย่างเต็มที่