ยื่นภาษีผิด ชีวิตเปลี่ยนทันที... ใครเปิดบริษัทจด VAT แล้วกำลังงงว่าบิลไหนเคลมได้ บิลไหนคือ ภาษีซื้อต้องห้าม มาดูวิธีแยกแบบง่ายที่สุดกันค่ะ หลายคนมักเข้าใจผิดว่าจ่าย VAT ไปตอนซื้อของแล้ว จะต้องขอคืนภาษีได้ทุกใบเสมอไป แต่ความจริงแล้ว กรมสรรพากรมีข้อกำหนดชัดเจนมากว่าค่าใช้จ่ายลักษณะไหน ที่ห้ามนำมาหักออกจากภาษีขาย ลองมาเช็กกันดูค่ะว่า บิลกองโตในมือคุณตอนนี้กำลังสร้างความเสี่ยงให้ธุรกิจอยู่หรือเปล่า เพราะถ้าพลาดนำไปยื่น อาจโดนเบี้ยปรับอานเลยค่ะ
สรุปใน 30 วินาที
- ความหมาย: ภาษีมูลค่าเพิ่มที่กิจการจ่ายไปตอนซื้อของ แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขายได้
- สิ่งที่ต้องทำ: ตรวจสอบความถูกต้องของใบกำกับภาษีทุกใบ และแยกประเภทค่าใช้จ่ายให้ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับกิจการจริง
- ผลลัพธ์: หากฝ่าฝืนนำไปใช้ยื่นแบบ จะถูกประเมินเบี้ยปรับ 1-2 เท่า และเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน
ภาษีซื้อต้องห้าม คืออะไร?
ภาษีซื้อต้องห้าม คือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่กิจการจ่ายไปตอนซื้อสินค้าหรือบริการ แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักออกจากภาษีขาย หรือขอคืนภาษีได้ค่ะ ซึ่งมักเกิดจากเอกสารไม่สมบูรณ์ หรือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจโดยตรง
สมมติว่าคุณเป็นเจ้าของกิจการ SME ที่เพิ่งจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่ๆ ปกติแล้วเวลาเราขายของ เราจะเก็บภาษีขายจากลูกค้า
และเวลาเราซื้อของเข้าร้าน เราจะจ่ายภาษีซื้อให้ซัพพลายเออร์ หลักการที่ถูกต้องคือเอาภาษีขาย ลบด้วยภาษีซื้อ เพื่อนำส่งยอดส่วนต่างให้สรรพากรค่ะ
แต่ปัญหาคือ ไม่ใช่ภาษีซื้อทุกบิลจะเอามาหักได้ทั้งหมด กฎหมายได้กำหนดลักษณะของ ภาษีซื้อต้องห้าม เอาไว้ชัดเจน เพื่อป้องกันการนำค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาปะปนกับบริษัท
ดังนั้น หน้าที่สำคัญของคนทำบัญชีและเจ้าของกิจการ คือต้องคัดกรองใบกำกับภาษีทุกใบให้ชัวร์ ก่อนนำไปลงในรายงานภาษีซื้อประจำเดือน
8 กรณี ภาษีซื้อต้องห้าม ที่ SME พบบ่อยที่สุด
8 กรณีที่พบบ่อย ได้แก่ 1. ไม่มีใบกำกับภาษี 2. ใบกำกับภาษีไม่สมบูรณ์ 3. รายจ่ายไม่เกี่ยวกับกิจการ 4. ค่ารับรอง 5. ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ 6. ภาษีซื้อรถยนต์นั่ง 7. ใบกำกับภาษีปลอม 8. ภาษีซื้อเฉลี่ยที่คำนวณผิดพลาด

มาเช็กกันค่ะว่าบิลที่คุณมี เข้าข่ายเหล่านี้ไหม นี่คือสถานการณ์จริงที่เจอบ่อยมากตอนที่รับทำบัญชีให้ลูกค้า
- ไม่มีใบกำกับภาษี หรือทำเอกสารตัวจริงหาย ไม่สามารถนำสำเนามาใช้แทนได้นะคะ ต้องติดต่อให้ผู้ขายออกใบแทนให้เท่านั้น
- ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่สมบูรณ์ เช่น ชื่อบริษัทผิด ที่อยู่ไม่ตรง หรือระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักไม่ครบถ้วน
- ค่าใช้จ่ายไม่เกี่ยวกับกิจการ เช่น ซื้อของใช้เข้าบ้านตัวเอง ซื้อแพ็กเกจเที่ยวส่วนตัว แต่นำบิลมาเบิกบริษัท แบบนี้สรรพากรไม่ยอมค่ะ
- ค่ารับรอง เช่น พาพาร์ทเนอร์ไปทานข้าว หรือซื้อของขวัญแจก แม้จะเกี่ยวกับงานแต่ VAT ส่วนนี้เคลมไม่ได้เด็ดขาด
- ใบกำกับภาษีออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ เช่น คนขายไม่ได้จดทะเบียน VAT แต่แอบตีเนียนพิมพ์บิลที่มีคำว่าภาษีมูลค่าเพิ่มมาให้
- ภาษีซื้อเกี่ยวกับรถยนต์นั่ง (รถเก๋ง รถกระบะ 4 ประตู) ถือเป็นของต้องห้าม ไม่ว่าจะเป็นค่ารถ ค่าน้ำมัน หรือค่าซ่อมแซม
- ใบกำกับภาษีปลอม กรณีนี้ร้ายแรงมาก นอกจากเคลมไม่ได้แล้ว ผู้ใช้อาจต้องรับโทษทางอาญาด้วยค่ะ
- ภาษีซื้อเฉลี่ยที่คำนวณผิด สำหรับกิจการที่มีทั้งรายได้ที่เสีย VAT และไม่เสีย VAT (Non-VAT) แล้วแบ่งสัดส่วนผิดพลาด
เจาะลึก ภาษีซื้อต้องห้าม กรณีรถยนต์นั่งและค่ารับรอง
รถยนต์นั่ง (รถเก๋ง, กระบะ 4 ประตู) ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งหมด รวมถึงค่าน้ำมัน ค่าซ่อมแซม และค่าประกันภัยด้วย ส่วนค่ารับรอง เช่น พาลูกค้าเลี้ยงอาหาร หรือซื้อของขวัญแจก แม้จะมีใบกำกับภาษีเต็มรูปก็ไม่สามารถนำ VAT มาขอคืนได้ค่ะ

สองเรื่องนี้คือหลุมพรางที่เจ้าของบริษัทพลาดกันบ่อยที่สุดค่ะ สมมติว่าคุณเปิดบริษัทรับทำโฆษณา แล้วซื้อรถเก๋งประจำตำแหน่งมาให้เซลส์ขับไปหาลูกค้า
แม้จะใช้ในงาน 100% แต่ตามกฎหมายแล้ว รถยนต์นั่งที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ค่า VAT จากการซื้อรถ ค่าน้ำมัน หรือซ่อมบำรุง ถือเป็น ภาษีซื้อต้องห้าม ทั้งหมดค่ะ
ข้อยกเว้นเดียวคือคุณทำธุรกิจขายรถ หรือให้เช่ารถยนต์โดยตรง ถึงจะสามารถนำมาเคลมภาษีซื้อได้ตามปกติ
ส่วน ค่ารับรอง คือค่าใช้จ่ายที่ใช้รับรองบุคคลภายนอกตามธรรมเนียมธุรกิจ เช่น พาพาร์ทเนอร์ไปเลี้ยงข้าว หรือซื้อกระเช้าปีใหม่แจกลูกค้า
บิลค่าอาหารที่มี VAT 7% ปะปนมา คุณต้องนำไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวน ห้ามดึง VAT 7% นั้นมาใส่ในรายงานภาษีซื้อเด็ดขาดค่ะ
ความต่างระหว่าง ภาษีซื้อต้องห้าม กับ รายจ่ายต้องห้าม
ภาษีซื้อต้องห้าม คือ VAT ที่หักออกจากภาษีขายไม่ได้ แต่อาจนำไปเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ ส่วนรายจ่ายต้องห้าม คือค่าใช้จ่ายที่นำมาหักเป็นต้นทุนบริษัทไม่ได้เลย สองคำนี้ไม่เหมือนกัน ภาษีซื้อที่ขอคืนไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าเป็นรายจ่ายต้องห้ามเสมอไปค่ะ
บอกเลยว่าเรื่องนี้ทำผู้ประกอบการหลายคนปวดหัวค่ะ ขออธิบายให้เห็นภาพชัดเจนด้วยตัวเลขง่ายๆ แบบนี้เลยนะคะ
สมมติว่าคุณซื้อกระเช้าของขวัญแจกลูกค้า มูลค่าสินค้า 10,000 บาท และมี VAT 7% คือ 700 บาท รวมเป็นเงินที่จ่ายจริง 10,700 บาท
เงิน 700 บาทนี้คือ ภาษีซื้อต้องห้าม นำไปหักภาษีขายใน ภ.พ.30 ของเดือนนั้นไม่ได้ เพราะถือเป็นค่ารับรองตามกฎหมาย
แต่คำถามที่คนสงสัยคือ แล้วเงิน 700 บาทนี้ต้องทิ้งไปเฉยๆ เลยไหม? คำตอบคือ ไม่ใช่ค่ะ
คุณสามารถนำยอดเต็ม 10,700 บาท ไปลงบันทึกเป็นค่ารับรอง ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตอนสิ้นปีได้ปกติ (ไม่เป็นรายจ่ายต้องห้าม)
ข้อควรจำ: ภาษีซื้อที่จะกลายเป็นรายจ่ายบริษัทไม่ได้เลย คือกรณีที่คุณใช้ใบกำกับภาษีปลอม หรือรายจ่ายที่ไม่มีบิลพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นคนรับเงินค่ะ
การวางแผนภาษีนิติบุคคลที่ถูกต้อง จะช่วยให้คุณไม่เสียสิทธิประโยชน์ในส่วนนี้ไปฟรีๆ ค่ะ
วิธีจัดการเอกสารเพื่อป้องกันปัญหาภาษี
เพื่อป้องกันปัญหานี้ กิจการควรตั้งระบบตรวจสอบใบกำกับภาษีทันทีที่ได้รับ เช็กความถูกต้องของชื่อ-ที่อยู่ เช็กว่าผู้ขายจด VAT จริงหรือไม่ และทำคู่มือแยกประเภทค่าใช้จ่ายให้พนักงานทราบว่าบิลประเภทไหนต้องคัดออกจากการทำรายงาน

การป้องกันยังไงก็ดีกว่าการตามแก้ปัญหาทีหลังค่ะ ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้จัดการฝ่ายบัญชี เราขอแนะนำให้วางระบบการจัดการเอกสารภายในแบบนี้ค่ะ
ตรวจสอบทันทีที่ได้รับเอกสาร
อย่ารอให้ถึงสิ้นเดือนแล้วค่อยตรวจนะคะ เมื่อได้รับใบกำกับภาษีมา ให้ดูว่ามีคำว่า "ใบกำกับภาษี" ระบุไว้ชัดเจนไหม
เช็กชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของบริษัทเรา ว่าถูกต้องเป๊ะทุกตัวอักษรไหม ถ้าผิดต้องรีบส่งกลับไปแก้ทันที
เช็กสถานะผู้ขาย
บางครั้งผู้ขายอาจแอบอ้างว่าจดทะเบียน VAT เราสามารถนำเลข 13 หลักของผู้ขายไปเช็กในระบบออนไลน์ของกรมสรรพากรได้เลยค่ะ ว่ามีสิทธิออกบิลจริงไหม
นอกจากนี้ การเก็บเอกสารให้เป็นหมวดหมู่ แยกบิลค่าทางด่วน บิลน้ำมัน และบิลค่าอาหารออกจากกันแต่แรก จะช่วยประหยัดเวลาทำงานได้มาก
บทลงโทษเมื่อนำ ภาษีซื้อต้องห้าม มายื่นชำระ
ถ้านำภาษีซื้อที่ห้ามใช้มาหักภาษีขาย จะถือว่ายื่นแบบ ภ.พ.30 คลาดเคลื่อน ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ 1 ถึง 2 เท่าของภาษีที่คลาดเคลื่อน และเสียเงินเพิ่มอีกในอัตรา 1.5% ต่อเดือนของเงินภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม นับจากวันพ้นกำหนดยื่นแบบค่ะ
มาถึงเรื่องซีเรียสกันบ้าง ถ้าเราชะล่าใจเผลอเอา ภาษีซื้อต้องห้าม ไปใส่ในรายงานภาษีซื้อและนำไปยื่นแบบ ภ.พ.30 ผลลัพธ์จะตามมาแบบนี้ค่ะ
สมมติคุณนำ VAT จากบิลค่าน้ำมันรถเก๋ง 5,000 บาท ไปขอคืน หากเจ้าหน้าที่สรรพากรตรวจพบ คุณจะต้องคืนเงิน 5,000 บาทนั้นกลับไปให้รัฐ
พร้อมกับโดน เบี้ยปรับ 1-2 เท่า ซึ่งแปลว่าคุณอาจต้องจ่ายเพิ่มอีก 5,000 - 10,000 บาทเลยทีเดียว
และยังไม่พอนะคะ ต้องเสีย เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน ของยอดภาษี 5,000 บาท นับตั้งแต่วันที่หมดเขตยื่นแบบของเดือนนั้น จนถึงวันที่จ่ายครบ
ยิ่งถ้าเป็นการจงใจใช้ ใบกำกับภาษีปลอม โทษจะหนักถึงขั้นจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 200,000 บาทเลยค่ะ
เพราะฉะนั้นเพื่อความสบายใจ ตรวจเช็กเอกสารให้ชัวร์ก่อนว่าบริษัทต้องยื่นภาษีอะไรบ้างและใช้ข้อมูลที่ถูกต้องเท่านั้น ปลอดภัยที่สุดค่ะ
สรุปสิ่งที่ควรจำ
- เช็กเอกสารทันที: ตรวจสอบชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีบนบิลทุกครั้งที่ได้รับ
- รถเก๋งเคลมไม่ได้: ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์นั่ง ถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาดในการนำมาหัก VAT
- ค่ารับรองเบิก VAT ไม่ได้: การพาพาร์ทเนอร์ไปทานข้าว ให้นำไปลงเป็นรายจ่ายบริษัทแทนการขอคืนภาษี
- แยกแยะให้ชัดเจน: ภาษีซื้อที่ห้ามขอคืน หลายกรณียังสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้
- ห้ามใช้บิลปลอม: การสร้างเอกสารเท็จมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาที่รุนแรงมาก
คำถามที่พบบ่อย
ไม่ได้ค่ะ ตามกฎหมายต้องใช้ใบกำกับภาษีตัวต้นฉบับเท่านั้นในการเคลมภาษีซื้อ หากสูญหาย คุณต้องติดต่อผู้ขายเพื่อขอให้ออก "ใบแทนใบกำกับภาษี" อย่างถูกต้องตามระเบียบของกรมสรรพากรมาใช้แทนสำเนาค่ะ
หากเป็นการจ่ายค่าทางด่วนสำหรับรถยนต์นั่ง (รถเก๋ง) จะถือเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทันทีค่ะ แต่ถ้าเป็นรถกระบะตอนเดียวหรือรถบรรทุกที่พิสูจน์ได้ว่าใช้ในกิจการจริง สามารถนำ VAT จากใบเสร็จมาเคลมภาษีซื้อได้
ทำได้ค่ะ ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อรถยนต์นั่ง VAT ที่เกิดขึ้นจะไม่สามารถขอคืนได้ แต่คุณสามารถนำภาษีส่วนนั้นไปรวมเป็นต้นทุนของรถยนต์ เพื่อนำมาคิดค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทในแต่ละปีได้ตามปกติ
เคลมได้ค่ะ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าอุปกรณ์นั้นซื้อมาเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการอย่างแท้จริง และมีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่ระบุชื่อและที่อยู่ของบริษัทไว้อย่างถูกต้องครบถ้วน
อ่านเพิ่มเติม
การคัดกรองเอกสารภาษีไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องอาศัยความละเอียดและแม่นยำในข้อกฎหมาย หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้าน รับทำบัญชีเชียงใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินย้อนหลัง ติดต่อทีมงาน Siam Account ให้ช่วยดูแลได้เลยค่ะ




