SiamAccount Logo
Back to Knowledge Hub
บัญชีธุรกิจโรงแรมJune 17, 2026

คู่มือภาษีธุรกิจโรงแรมและที่พัก: จุดระวังที่ทำให้โดนสรรพากรเรียกเก็บย้อนหลัง

เชียงใหม่คือเมืองหลวงแห่งการท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยโรงแรม บูทีครีสอร์ท และโฮสเทลมากมาย แต่สิ่งที่เจ้าของธุรกิจที่พักมักพบเจอเหมือนกันคือ "ความซับซ้อนของระบบภาษี" ที่ต่างจากธุรกิจซื้อมาขายไปอย่างสิ้นเชิง

รายได้ที่เข้ามาหลายช่องทาง ทั้งหน้าฟร้อนต์ โอนตรง และผ่านแพลตฟอร์ม OTA (Online Travel Agent) อย่าง Agoda, Booking.com หรือ Traveloka หากลงบันทึกบัญชีผิดพลาด อาจนำไปสู่การถูกสรรพากรเรียกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับก้อนโต

ทีมงาน SiamAccount ขอสรุป "จุดสลบ" ทางภาษีที่ธุรกิจโรงแรมต้องระวัง และวิธีรับมืออย่างถูกต้องครับ

1. จุดรับรู้รายได้ (Tax Point) ของเงินจองที่พัก

ปัญหาอันดับหนึ่งที่ทำให้โรงแรมโดนเบี้ยปรับ VAT คือความสับสนว่า "ต้องออกใบกำกับภาษีตอนไหน?"

ตามกฎหมายสรรพากร ธุรกิจบริการ (เช่น โรงแรม) จะเกิดจุดรับรู้รายได้ (Tax Point) ก็ต่อเมื่อ:

  1. ได้รับชำระค่าบริการ
  2. ออกใบกำกับภาษี
  3. ให้บริการสำเร็จ (ลูกค้าเช็คเอาท์) เกิดเหตุการณ์ใดขึ้นก่อน ให้ถือว่า Tax Point เกิดขึ้นในเวลานั้น

Senior Accountant Insight: หากลูกค้าโอนเงินมัดจำ (Deposit) ล่วงหน้ามาให้โรงแรม แม้ลูกค้าจะยังไม่เช็คอิน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ก็เกิดขึ้นแล้ว! โรงแรมมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีทันทีที่ได้รับเงินมัดจำก้อนนั้น หากรอไปออกตอนลูกค้าเช็คเอาท์ ถือว่ายื่นภาษีล่าช้าและมีสิทธิ์โดนค่าปรับทันที

2. กับดักค่าคอมมิชชัน OTA (Agoda, Booking.com)

นี่คือจุดที่สำนักงานบัญชีที่ไม่มีประสบการณ์ทำบัญชีโรงแรมมักพลาดที่สุด แพลตฟอร์ม OTA แบ่งการรับเงินเป็น 2 รูปแบบหลัก:

แบบที่ 1: ลูกค้าจ่ายเงินที่โรงแรม (Agency Model)

ลูกค้าจองผ่าน Booking.com แต่มาจ่ายเงินสด/รูดบัตรที่หน้าเคาน์เตอร์โรงแรม

  • การรับรู้รายได้: โรงแรมรับรู้รายได้ 100% จากยอดที่ลูกค้าจ่าย และออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าเต็มจำนวน
  • ปัญหาที่พบ: สิ้นเดือน OTA จะส่งบิลเรียกเก็บค่าคอมมิชชัน (เช่น 15%) เนื่องจาก OTA เป็นบริษัทต่างประเทศ โรงแรมมีหน้าที่ต้องนำส่ง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.36) และ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.54) แทนบริษัทต่างประเทศด้วย!

แบบที่ 2: ลูกค้าจ่ายเงินผ่าน OTA (Merchant Model)

ลูกค้าตัดบัตรเครดิตผ่าน Agoda ไปแล้ว จากนั้น Agoda หักค่าคอมมิชชัน 15% และโอนส่วนที่เหลือ 85% มาให้โรงแรม

  • ปัญหาที่พบ: โรงแรมหลายแห่งลงบัญชีรายได้แค่ 85% ตามยอดเงินที่เข้าบัญชีธนาคาร ซึ่ง ผิดกฎหมายสรรพากรอย่างร้ายแรง!
  • วิธีที่ถูกต้อง: โรงแรมต้องรับรู้รายได้เต็มจำนวน 100% (รวม VAT) และลงบันทึกค่าคอมมิชชัน 15% เป็นค่าใช้จ่าย (พร้อมกับต้องยื่น ภ.พ.36 และ ภ.ง.ด.54 สำหรับค่าคอมมิชชันนั้นเช่นกัน)

3. Service Charge ต้องนำมารวมเสียภาษีหรือไม่?

โรงแรมส่วนใหญ่มักบวก Service Charge 10% เข้าไปในค่าอาหารหรือค่าห้องพัก คำถามคือเงินส่วนนี้ต้องนำมารวมคำนวณ VAT และภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่?

คำตอบคือ "ต้องรวม" ครับ Service Charge ถือเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของการให้บริการ แม้โรงแรมจะมีนโยบายนำเงินส่วนนี้ไปแบ่งปันเป็นสวัสดิการให้พนักงานในภายหลัง ก็ไม่สามารถหักออกจากฐานรายได้ตอนคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้

4. ภาษีป้าย และ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

นอกจากภาษีสรรพากรแล้ว โรงแรมยังต้องรับมือกับภาษีท้องถิ่นด้วย:

  • ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: โรงแรมจะถูกประเมินในอัตรา "การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์" ซึ่งสูงกว่าที่อยู่อาศัยทั่วไป การแยกสัดส่วนพื้นที่ให้ชัดเจน (เช่น พื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่ร้านอาหาร พื้นที่ห้องพัก) สามารถช่วยบริหารจัดการภาษีส่วนนี้ได้
  • ภาษีป้าย: หากป้ายชื่อโรงแรมมีภาษาอังกฤษปน หรือเป็นป้ายไฟเคลื่อนไหวได้ อัตราภาษีจะพุ่งสูงขึ้น การวางแผนออกแบบป้ายตั้งแต่ก่อนเปิดกิจการ ช่วยประหยัดต้นทุนระยะยาวได้มาก

สรุป: ทำไมธุรกิจที่พักถึงต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง?

การทำ บัญชีโรงแรม เชียงใหม่ ไม่ใช่แค่การคีย์รายรับ-รายจ่าย แต่คือการทำความเข้าใจโครงสร้างรายได้ที่ซับซ้อน การจัดการระบบ Front-office ให้เชื่อมโยงกับระบบบัญชีหลังบ้าน และการวางแผนภาษีข้ามประเทศ (OTA) อย่างรัดกุม

หากคุณกำลังเผชิญปัญหาบัญชีโรงแรมไม่ลงตัว หรือไม่แน่ใจว่าระบบที่ทำอยู่ถูกต้องตามหลักสรรพากรหรือไม่ ทีม Senior Accountant ของ SiamAccount พร้อมเข้าไปตรวจสอบ รื้อระบบ และวางแผนภาษีโรงแรมให้คุณอย่างถูกต้องแบบ 100% เพื่อให้คุณโฟกัสกับการดูแลแขกผู้เข้าพักได้อย่างเต็มที่ ไร้กังวลเรื่องภาษีย้อนหลัง